การเลี้ยงลูกแบบเฮลิคอปเตอร์ เมื่อพ่อแม่คอยสอดส่องและควบคุมชีวิตลูกอยู่ตลอดเวลา

0
1061

การเลี้ยงลูกให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนดี มีความสุข และประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างที่พ่อแม่คาดหวังเอาไว้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย บางครั้งมันจึงทำให้พ่อแม่บางคนทำตัวเกินกว่าเหตุ จนกลายเป็นผลเสียมากกว่าผลดีต่อทุกคน

พ่อแม่แต่ละคนมีวิธีการเลี้ยงลูกที่แตกต่างกันไป ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียที่ต่างกันไปด้วย ยกตัวอย่างเช่นพ่อแม่ที่ให้อิสระมากไปก็อาจจะดูแลลูกได้ไม่ทั่วถึง แต่ขณะเดียวกันพ่อแม่ที่ควบคุมลูกมากจนเกินไปก็ไม่ส่งผลดีเช่นกัน

Dr. Haim Ginott นักจิตวิทยาเด็กและครอบครัวได้ให้คำนิยามของพฤติกรรมการเลี้ยงลูกประเภทหนึ่งเอาไว้ว่าการเลี้ยงลูกแบบเฮลิคอปเตอร์ (Helicopter parenting) คือการที่พ่อแม่นั้นคอยสอดส่อง ดูแล และควบคุมทุกการกระทำของลูกตลอดเวลา จนทำให้เกิดผลเสียมากว่าผลดีต่อทั้งตัวเด็กๆ คนรอบข้าง และตัวพ่อแม่เองด้วย

ผู้เชี่ยวชาญเผยว่าการเลี้ยงลูกแบบเฮลิคอปเตอร์นั้นพบได้มากขึ้นในปัจจุบัน ในยุคที่ความสำเร็จของลูกเปรียบเสมือนความสำเร็จของพ่อแม่ ยิ่งพ่อแม่เลี้ยงลูกออกมาได้ดีเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งมีความสุขและภาคภูมิใจมากขึ้นเท่านั้น

แน่นอนว่าการปกป้อง ดูแล และคอยช่วยเหลือลูกน้อยนั้นเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ แต่อย่าลืมว่าเด็กๆ ทุกคนต่างก็มีชีวิตของตัวเอง พวกเขาจึงควรมีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ และเลือกทางเดินของตัวเองด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อแม่เฮลิคอปเตอร์หลายคนนั้นยอมไม่ได้ จนในที่สุดก็กลายเป็นการทำลายชีวิตและความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว

พ่อแม่เฮลิคอปเตอร์นั้นมีวิธีการแสดงออกหลายรูปแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่บงการเหมือนกำลังใช้บังเหียนควบคุมชีวิตของลูกๆ อยู่ด้วยการสั่งให้พวกเขาทำทุกสิ่งที่พ่อแม่ต้องการ พ่อแม่ที่เข้าไปแก้ไขปัญหาทุกอย่างแทนลูกถึงแม้ว่าจะเป็นปัญหาที่พวกเขาควรแก้ด้วยตัวเองอย่างเช่นการเรียน การทำงาน หรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง พ่อแม่ที่ไม่อาจทนเห็นลูกทำผิดพลาดได้เลยและต้องเข้าไปจัดการทุกอย่างเสมอ หรือพ่อแม่ที่ปกป้องลูกมากเกินไปจนลูกของพวกเขาเติบโตขึ้นมาอย่างไม่มีทักษะ ความสามารถ ประสบการณ์ หรือแม้แต่ทางเดินชีวิตเป็นของตนเอง

ความห่วงใยและความหวังดีของพ่อแม่เป็นเรื่องธรรมดา แต่การเป็นพ่อแม่แบบเฮลิคอปเตอร์นั้นมีข้อเสียมากกว่าข้อดี โดยเฉพาะข้อเสียที่ส่งผลต่อตัวลูก ทำให้พวกเขาไม่สามารถแก้ไขปัญหาหรือตัดสินใจเรื่องราวต่างๆ ด้วยตนเองได้ ไม่มีทักษะในการเข้าสังคมหรือการใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป กลายเป็นคนนิสัยเสียไม่น่าคบหา มีภาวะซึมเศร้า เครียด หรือกดดันจนสุดท้ายกลายเป็นปัญหาทางจิตใจ และทำให้ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวพังทลายลง

พ่อแม่จึงควรสำรวจพฤติกรรมและความคิดของตนเองอยู่เสมอ ว่ากำลังทำร้ายลูกในทางอ้อมอยู่หรือไม่ พ่อแม่ควรเว้นระยะห่างและทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องดูแลและให้คำแนะนำ ไม่ใช่ผู้ควบคุม อย่ายัดเยียดทุกอย่างที่ตนเองคิดว่าดีให้กับลูกๆ มากจนเกินไป ไว้ใจพวกเขาบ้าง และปล่อยให้เด็กๆ เรียนรู้ทั้งความสำเร็จและความผิดพลาดด้วยตนเอง

ที่มา: brightside