รวม 10 เบื้องหลังการถ่ายทำ ภาพยนตร์สงครามระดับแนวหน้า Dunkirk

0
650

Dunkirk เป็นภาพยนตร์แนวสงครามปี 2017 ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ยุทธการณ์ที่ Dunkirk ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อทหารฝ่ายสัมพันธมิตรถูกทหารเยอรมันล้อมและต้องหาทางอพยพออกมา

10 เรื่องราวความจริงที่น่าสนใจเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Dunkirk ภาพยนตร์สงครามปี 2017 เขียนบท ผลิต และกำกับโดย คริสโตเฟอร์ โนแลน เล่าเรื่องราวเหตุการณ์ยุทธการที่ Dunkirk ในสงครามโลกครั้งที่สอง

คริสโตเฟอร์ โนแลน ไม่อยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีสคริปต์ เขาอยากให้นักแสดงเล่นแบบด้นสดและถ่ายทำไปพร้อมกัน แต่เอ็มมา โทมัส ผู้เป็นทั้งโปรดิวเซอร์และภรรยาของเขา เตือนสติโนแลนว่ามันเป็นไอเดียที่บ้าระห่ำเกินไป

แม้สุดท้าย Dunkirk จะมีสคริปต์ แต่ก็มีความยาวแค่เพียง 76 หน้า และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ใช้เวลาเพียง 106 นาที ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่สั้นที่สุดของโนแลนรองลงมาจาก The Following (1998) ผลงานเรื่องแรกของเขา

ทหารผ่านศึกที่ผ่านเหตุการณ์ยุทธการณ์ที่ Dunkirk ซึ่งได้รับเชิญให้มาชมภาพยนตร์ในวันเปิดตัว บอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เสียงดังกว่าความเป็นจริงมาก ทั้งเสียงระเบิดและเอฟเฟกต์ต่างๆ เพราะเหตุการณ์จริงค่อนข้างเงียบ

หลายคนอาจจะคิดว่านักร้องดังอย่าง Harry Styles ได้รับบทเพราะชื่อเสียงที่โด่งดังของเขา แต่ความจริงแล้วโนแลนเลือกเขามารับบทเพราะใบหน้าของ Harry Styles นั้นดูเหมือนผู้คนในยุคสงครามโลกจริงๆ

ไมเคิล เคน (Michael Caine) ปรากฏตัวในภาพยนตร์ทุกเรื่องของโนแลนนับตั้งแต่ Batman Begins ปี 2005 และในภาพยนตร์เรื่อง Dunkirk แม้ตัวเขาจะไม่ได้รับบท แต่เสียงของเขาก็ปรากฏในภาพยนตร์ด้วย

Tom Hardy ก็เป็นนักแสดงอีกคนหนึ่งที่ร่วมงานกับโนแลนหลายครั้ง ทั้งรับบทเป็น Bane ใน The Dark Knight Rises ส่วนในเรื่องนี้เขาได้รับบทเพราะเขาเป็นนักแสดงที่สื่อสารทางสายตาได้อย่างยอดเยี่ยม

ภาพยนตร์เกือบทั้งเรื่องถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX ทำให้ใช้ต้นทุนในการถ่ายทำสูงมาก แตกต่างจากภาพยนตร์ทั่วไปที่ใช้กล้อง IMAX เฉพาะในฉากสำคัญ แต่ Dunkirk ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX มากกว่า 70% เลยทีเดียว

เสียงเพลงประกอบภาพยนตร์ได้แรงบันดาลใจมาจากเสียงนาฬิกาของโนแลน เขาได้อัดเสียงนาฬิกาของตนเองส่งไปให้กับนักแต่งเพลง Hans Zimmer ซึ่งเสียงเดินของนาฬิกาก็ให้ความรู้สึกกระวนกระวายอย่างที่เขาต้องการ

บทภาพยนตร์ถูกเขียนโดยอ้างอิงจาก Shepard Tone หรือการสร้างเสียงลวงหูที่ทำให้ภาพยนตร์มีความลุ้นระทึกมากขึ้น เกิดจากการทับซ้อนกันของคลื่นเสียงที่ทำให้ประสาทการรับรู้ของผู้ฟังผิดแปลกไป

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากการเดินทางของโนแลนและภรรยา ที่ได้เดินทางไปยังช่องแคบอังกฤษ (English Channel) ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางนานกว่า 19 ชั่วโมง เป็นการเดินทางที่หนาวเหน็บและอันตราย

ที่มา: mentalfloss