เผย 8 รูปแบบความฝัน ที่หลักจิตวิทยาบอกว่าสะท้อนความรู้สึกลึกๆในตัวเรา

0
5608

มนุษยชาติพยายามศึกษาและค้นคว้าหาคำตอบเกี่ยวกับ “ความฝัน” หรือภาพที่เกิดขึ้นขณะที่คนเรานอนหลับมาเป็นเวลาช้านานแล้ว จนถึงขนาดมีศาสตร์ที่เรียกว่า Oneirology หรือวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องของความฝัน สำหรับคนที่สนใจต้องการไขความลับและปริศนาเกี่ยวกับความฝันของมนุษย์ที่ยังมีเรื่องลึกลับให้ค้นหาอีกมากมาย

การไขปริศนาเกี่ยวกับความฝันนั้นมีทั้งวิธีการทางวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา รวมไปถึงความเชื่อและไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง และนี่คือหลักการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาที่ผู้เชี่ยวชาญได้วิเคราะห์ออกมาว่ารูปแบบต่างๆ ของความฝันที่เกิดขึ้นกับคนเรานั้น สามารถสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกและความต้องการลึกๆ ในจิตใจของเรา ณ ขณะนั้นได้

เชื่อว่าแทบทุกคนคงเคยฝันว่าร่างกายของตนเองกำลังร่วงหล่นลงมาจากที่สูง ซึ่งนักจิตวิทยา Ian Wallace ได้วิเคราะห์ว่ามันเกิดจากความกลัวที่จะสูญเสียความควบคุมในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต ส่วนทางด้านนักวิทยาศาสตร์เผยว่ามันเป็นสภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อทุกส่วนของร่างกายผ่อนคลายจนทำให้ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจลดลง บางครั้งสมองจะเข้าใจผิดว่าร่างกายกำลังตกอยู่ในอันตรายจนต้องทำการกระตุ้นอย่างกะทันหัน

โบราณกล่าวไว้ว่าถ้าเราฝันว่าฟันหลุดร่วงหรือร่างกายได้รับบาดเจ็บ แปลว่ากำลังจะเกิดการสูญเสีย ส่วนนักจิตวิทยาเผยว่าความฝันในรูปแบบนี้เกิดจากความเครียดและความวิตกกังวลในชีวิต ที่อาจทำให้เรารู้สึกไม่มั่นคงและไร้ทางสู้ หรืออาจเป็นผลจากความเครียดที่ทำให้เรานอนกัดฟันจนเกิดอาการเจ็บฟันโดยไม่รู้ตัว ที่กลับกลายมาเป็นภาพของฟันหักหรือหลุดร่วงในฝันได้ นอกจากนี้บางครั้งมันก็เกิดจากความกลัวว่าจะสูญเสียอะไรบางอย่างในอนาคตได้เช่นกัน

หลายคนฝันว่าตนสอบตกหรือทำผิดพลาดต่อหน้าผู้คนมากมาย ซึ่งมันไม่ใช่ความฝันที่เกิดขึ้นกับนักเรียนนักศึกษาที่กำลังกังวลเรื่องการเรียนของตนเองเท่านั้น แต่บางครั้งมันยังเกิดกับผู้ใหญ่ที่เรียนจบมานานหลายปีแล้วด้วย ซึ่งมันเป็นผลมาจากความเครียดหรือความกังวลที่เกิดขึ้นก่อนเรานอนหลับ เราจึงควรผ่อนคลายและทำใจให้สบายก่อนนอน

ถ้าเราฝันว่ากำลังสวมเสื้อผ้าที่แปลกและแตกต่างจากคนอื่น หรือกำลังยืนเปลือยเปล่าในที่สาธารณะ สิ่งที่ควรสังเกตก็คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นในฝัน เพราะส่วนใหญ่แล้วเราจะรู้สึกอับอายหรือแปลกแยก ซึ่งเป็นผลมาจากความกังวลของเราที่เกิดขึ้นเมื่อต้องทำอะไรใหม่ๆ เช่นเริ่มงานใหม่ ความสัมพันธ์ครั้งใหม่ หรือความไม่มั่นใจในการลงมือทำบางสิ่ง

ธรรมชาติหรือภัยพิบัติต่างๆ นั้นสามารถทำให้เรารู้สึกหวาดกลัวได้แม้กระทั่งในฝัน และนักจิตวิทยาก็ได้วิเคราะห์ว่าความฝันที่เกี่ยวข้องกับเหตุร้าย ภัยพิบัติ หรือวันที่โลกล่มสลาย นั้นสะท้อนให้เห็นว่าเรากำลังเผชิญหน้าหรือมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาที่เราเองก็ไม่สามารถควบคุมได้ และบางครั้งยังทำให้เรามีอาการผิดปกติทางร่างกายร่วมด้วย เช่น หายใจไม่ออก ขยับตัวไม่ได้ หรือมองเห็นภาพหลอน ที่ในทางความเชื่อนั้นเรียกว่าอาการผีอำนั่นเอง

บางคนอาจเคยมีความฝันที่แปลกประหลาดอย่างหนึ่ง นั่นก็คือการฝันว่าอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อย่างเช่น โทรศัพท์มือถือหรือรถยนตร์นั้นไม่สามารถใช้การได้ ซึ่งนักจิตวิทยา Patricia Garfield ได้วิเคราะห์ว่ามันเกิดจากความกลัวและความกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ อย่างเช่นคนที่กำลังกังวลเรื่องความรักหรือมีปัญหากับคนรอบข้าง

การไปสายในฝันนั้นมักจะดูน่ากลัวกว่าการไปสายในโลกแห่งความเป็นจริง เพราะถึงแม้ว่ามันจะไม่มีผลกระทบกับเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตจริงๆ แต่มันก็มักจะทำให้เราหวาดกลัวหรือเป็นกังวลอย่างมาก ซึ่งความฝันเกี่ยวกับการไปถึงที่นัดหมายไม่ทันเวลานั้นมีผลมาจากความกลัวของเราเองที่กลัวว่าจะพลาดสิ่งต่างๆ ที่สำคัญไปอย่างน่าเสียดาย

การฝันว่าได้พบเจอห้องที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนหรือบ้านหลังใหม่ที่ดูเหมือนจะเป็นบ้านของเราแต่ก็ไม่ใช่บ้านจริงๆ ของเรา คือสิ่งที่สะท้อนว่าเรากำลังเก็บซ่อนหรือละเลยอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวตนของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นทักษะ ความสามารถ ความชอบ หรือความสนใจที่เราไม่เคยรู้มาก่อนหรือไม่เคยให้ความสำคัญกับมัน

ที่มา: brightside