ความแตกต่างระหว่างภาพยนตร์ 300 และเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์

0
9370

300 ขุนศึกพันธุ์สะท้านโลก เป็นภาพยนตร์แฟนตาซีที่ฉายในปี 2006 บอกเล่าเรื่องราวของทหารกรีกสามร้อยนายที่ร่วมกันสร้างกำแพงเพื่อต่อต้านการเดินทัพของชาวเปอร์เซีย และยืดหยัดต่อสู้แม้จะมีกำลังน้อยกว่าหลายเท่า

เรื่องราวในภาพยนตร์เรื่อง 300 ขุนศึกพันธุ์สะท้านโลก ดัดแปลงมาจากการ์ตูนของ แฟรงก์ มิลเลอร์ นักเขียนการ์ตูนชื่อดัง แต่ก็มีหลายส่วนทั้งจากการ์ตูนและภาพยนตร์ที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์

300 เป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูนแฟนตาซี ที่ผู้เขียนอย่าง แฟรงก์ มิลเลอร์ ได้นำเอาเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ มาถ่ายทอดโดยแต่งเติมเสริมจินตนาการเข้าไป จนมีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่างจากเรื่องจริง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง 300 อ้างอิงมาจากยุทธการที่เทอร์มอพิลี (Battle of Thermopylae) เกิดขึ้นในปี 480 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อพันธมิตรรัฐกรีกตั้งรับการรุกรานของจักรวรรดิเปอร์เซีย ณ ช่องเขาเทอร์มอพิลีในกรีซตอนกลาง แม้กองทัพกรีกจะเสียเปรียบด้านจำนวนอย่างมหาศาล แต่ก็สามารถยันกองทัพเปอร์เซียได้เป็นเวลาสามวัน

ภาพยนตร์เล่าว่าเป็นเรื่องราวของทหารกรีกที่ยืนหยัดต่อสู้กับการรุกรานของเปอร์เซีย แต่ในเหตุการณ์จริงเป็นการรวมตัวกันของเหล่าพันธมิตร ที่มีทั้งสปาร์ตา ทีบส์ และเทสซาลี

เนื่องจากกองทัพกรีกรู้ว่าพวกเขาไม่อาจต่อสู้กับเปอร์เซียด้วยกำลังพลได้ เพราะมีจำนวนน้อยกว่า พวกเขาจึงวางแผนการตั้งรับทั้งทางบกและทางทะเล โดยชาวสปาร์ตารับผิดชอบทางบก และชาวเอเธนส์รับผิดชอบทางน้ำ พวกเขาออกไปรบโดยไม่กล้าตั้งความหวังว่าจะเอาชนะ ขอเพียงแค่หยุดไม่ให้พวกเขาผ่านหุบเขา Tempe มาได้ก็พอ

แต่สุดท้ายก็มีการเปลี่ยนแผนและไปตั้งหลักที่ช่องเขาเทอร์มอพิลี ซึ่งชาวกรีกที่มีกำลังน้อยกว่าจะได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ พวกเขาพบปัญหาเมื่อเจอกับเทศกาล Carnea จนไม่สามารถยกกองทัพไปได้ จึงต้องส่งกองทัพกรีกขนาดเล็กนำโดยกษัตริย์ลีออนิดัสที่ 1 แห่งสปาร์ตา ไปปิดช่องเขาเล็กๆ เพื่อขัดขวางกองทัพเปอร์เซีย

อย่างไรก็ตามจำนวนทหารที่ไปร่วมขัดขวางกองทัพขนาดมหึมาของเปอร์เซียไม่ได้มีเพียง 300 นายเหมือนในภาพยนตร์ นอกจากทหารของกษัตริย์ลีออนิดัส ก็ยังมีทหาร Peloponnese 3,800 นาย, Thespiae 700 นาย, Phocis 1,000 นาย และ Thebes 400 นาย รวมแล้วมีจำนวนประมาณ 6,200 นาย ซึ่งกระจายไปตามจุดต่างๆ จนสุดท้ายมีทหารที่ยืนหยัดต่อสู้จนตัวตายอยู่ราว 2,000 คน รวมถึงทหารสปาร์ตา 300 คนด้วย

การต่อสู้ในภาพยนตร์ก็แตกต่างจากเรื่องจริง ชาวสปาร์ตาไม่ได้สู้ตัวเปล่าเหมือนในหนัง พวกเขามีเกราะครบชุด มีโล่ป้องกันตัวที่ทำจากโลหะ มีหอกและดาบ และที่สำคัญคือพวกเขาใช้เทคนิคที่เรียกว่า แฟแลงซ์ (Phalanx) เป็นรูปขบวนทหารที่จะรวมกลุ่มกันเพื่อยืนหยัดต่อสู้กับศัตรู ไม่มีการแตกแถวหรือออกไปสู้ตัวต่อตัวเหมือนในภาพยนตร์

สปาร์ตามีกษัตริย์สองพระองค์ เมื่อองค์หนึ่งออกไปรบไกลบ้าน อีกองค์ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ในบ้านเมืองของตนเอง ซึ่งตามประวัติศาสตร์ กษัตริย์ลีออนิดัสที่ 1 แห่งสปาร์ตา มีอายุมากถึง 60 ปีแล้วตอนที่ไปที่ช่องเขาเทอร์มอพิลี ไม่ได้ยังหนุ่มแน่นเหมือนในภาพยนตร์ และจักรพรรดิเซิร์กซีสที่ 1 แห่งเปอร์เซียก็มีเคราและตัวเตี้ยกว่าในหนัง

นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่แตกต่างจากในภาพยนตร์ อย่างเช่นความเชื่อที่ว่าชาวสปาร์ตาจะทอดทิ้งหรือสังหารทารกที่เกิดมาไม่แข็งแรงหรือไม่สมประกอบ แต่จากการศึกษาล่าสุดพบว่า ไม่มีการพบโครงกระดูกของเด็กทารกในที่ที่มีการนำร่างมาทิ้งแต่อย่างใด มีเพียงคนอายุ 18 ถึง 35 ปี ดังนั้นอาจจะเป็นแค่ความเชื่อไม่ใช่ความจริงแต่อย่างใด

ที่มา: greektraveltellers